สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
Academic Resources and Information Technology Center (ARITC)
Thepsatri Rajabhat University

รายการหลัก

Developed in conjunction with Ext-Joom.com

ลพบุรี

ทำเนียบ อบต.

 

      • ทำเนียบองค์การบริหารส่วนตำบล อบต.
        องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จังหวัดลพบุรี จังหวัดลพบุรีมีองค์การบริหารส่วนตำบล 114 เทศบาล 12 แห่ง


อำเภอเมืองลพบุรี
• เขาพระงาม
• เขาสามยอด
• โคกกระเทียม
• ถนนใหญ่
• ทะเลชุบศร
• ท่าแค
• ท้ายตลาด
• ท่าศาลา
• บางขันหมาก
• ป่าตาล
• พรหมมาสตร์
• โพธิ์เก้าต้น
• กกโก
• โก่งธนู
• โคกลำพาน
• งิ้วราย
• ดอนโพธิ์
• ตะลุง
• บ้านข่อย
• โพธิ์ตรุ

อำเภอพัฒนานิคม
• โคกสลุง
• ดีลัง
• น้ำสุด
• พัฒนานิคม
• มะนาวหวาน
• ช่องสาริกา
• หนองบัว
• ห้วยขุนราม
• ชอนน้อย

อำเภอโคกสำโรง
• คลองเกตุ
• โคกสำโรง
• ดงมะรุม
• เพนียด
• วังเพลิง
• สะแกราบ
• ห้วยโป่ง
• ถลุงเหล็ก
• วังขอนขว้าง
• วังจั่น
• หลุมข้าว
• หนองแขม
• เกาะแก้ว


      • อำเภอหนองม่วง
        • ชอนสมบูรณ์
        • ชอนสารเดช
        • ดงดินแดง
        • บ่อทอง
        • ยางโทน
        • หนองม่วง

        อำเภอสระโบสถ์
        • สระโบสถ์
        • มหาโพธิ์
        • นิยมชัย


      • อำเภอโคกเจริญ
        • ยางราก
        • โคกเจริญ
        • วังทอง
        • โคกแสมสาร
        • หนองมะค่า


      • อำเภอชัยบาดาล
        • ศาลาทิพย์
        • ห้วยหิน
        • ชัยบาดาล
        • ซับตะเคียน
        • หนองยายโต๊ะ
        • นาโสม
        • บ้านใหม่สามัคคี
        • นิคมลำนารายณ์
        • บัวชุม
        • ท่าดินดำ
        • ลำนารายณ์
        • ชัยนารายณ์
        • ม่วงค่อม
        • เกาะรัง
        • ท่ามะนาว
        • เขาแหลม


      • กิ่งอำเภอลำสนธิ
        • หนองรี
        • ลำสนธิ
        • กุดตาเพชร
        • ซับสมบูรณ์
        • เขารวก
        • เขาน้อย


      • อำเภอท่าหลวง
        • แก่งผักกูด
        • ซับจำปา
        • หนองผักแว่น
        • ท่าหลวง
        • ทะเลวังวัด
        • หัวลำ


      • อำเภอท่าวุ้ง
        • ท่าวุ้ง
        • บ้านเบิก
        • เขาสมอคอน
        • บางงา
        • หัวสำโรง
        • โพธิ์ตลาดแก้ว
        • บางลี่
        • บางคู้
        • โคกสลุด
        • มุจลินท์


      • อำเภอบ้านหมี่
        • ชอนม่วง
        • บางพึ่ง
        • บ้านชี
        • ไผ่ใหญ่
        • โพนทอง
        • มหาสอน
        • สนามแจง
        • สายห้วยแก้ว
        • หนองเต่า
        • หนองเมือง
        • บ้านกล้วย
        • หินปัก
        • บ้านทราย
        • ดอนดึง
        • หนองกระเบียน
        • หนองทรายขาว
        • พุคา
        • บางกะพี้
        • บางขาม
        • เชียงงา


เทศบาลในเขตจังหวัดลพบุรี

     1. เทศบาลเมืองลพบุรี อำเภอเมืองลพบุรี
     2. เทศบาลตำบลโคกตูม อำเภอเมืองลพบุรี
     3. เทศบาลเมืองบ้านหมี่ อำเภอบ้านหมี่
     4. เทศบาลตำบลโคกสำโรง อำเภอโคกสำโรง
     5. เทศบาลตำบลลำนารายณ์ อำเภอชัยบาดาล
     6. เทศบาลตำบลสระโบสถ์ อำเภอสระโบสถ์
     7. เทศบาลตำบลบ้านท่าหลวง อำเภอท่าหลวง
     8. เทศบาลตำบลหนองม่วง อำเภอหนองม่วง
     9. เทศบาลตำบลพัฒนานิคม อำเภอพัฒนานิคม
     10. เทศบาลตำบลแก่งเสือเต้น อำเภอพัฒนานิคม
     11.เทศบาลตำบลท่าวุ้ง อำเภอท่าวุ้ง
     12. เทศบาลตำบลท่าโขลง อำเภอท่าวุ้ง
me10

อบต.

    • ความรู้เกี่ยวกับ อบต.
      me10
      ทำเนียบ อบต.
      me10


      ความรู้เกี่ยวกับองค์การบริหารส่วนตำบล อบต.

            สภาตำบล พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 กำหนดพื้นที่ตำบล ตามกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ ส่วนที่อยู่นอกเขตเทศบาล และสุขาภิบาล มีสภาตำบลเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่บริหารงานในตำบลมีฐานะเป็นนิติบุคคล มีอำนาจหน้าที่ในการก่อนิติสัมพันธ์กับบุคคลอื่น และมีความสามารถ ในการจัดทำโครงการและงบประมาณด้วยตนเอง ปัจจุบันมีสภาตำบลนิติบุคคล จำนวน 567 แห่ง

      สภาตำบลมีโครงสร้างที่เป็นไปในรูปแบบของคณะกรรมการ ดังนี้
           1. สมาชิกสภาตำบลโดยตำแหน่ง ได้แก่ ผู้ใหญ่บ้านของทุกหมู่บ้านในตำบลและแพทย์ประจำตำบล
           2. สมาชิกสภาตำบล ซึ่งได้รับเลือกตั้งจากราษฎรในแต่ละหมู่บ้านในตำบลนั้น หมู่บ้านละ 1 คน

           กำนันมีตำแหน่งเป็นประธานสภาตำบลโดยตำแหน่ง มีรองประธานสภาตำบลคนหนึ่ง ซึ่งมาจากสมาชิกสภาตำบลตามมติของสภาตำบล และมีเลขานุการสภาตำบลคนหนึ่ง ซึ่งสภาตำบลเลือกจากข้าราชการที่ปฏิบัติงานในตำบลนั้น หรือจากบุคคลอื่นตามมติของสภาตำบลแล้วเสมอให้นายอำเภอแต่งตั้ง

           อำนาจหน้าที่ของสภาตำบล พัฒนาตำบลตามแผนงานโครงการงบประมาณของสภาตำบล เสนอแนะส่วนราชการในการบริหารราชการและพัฒนาตำบล ปฏิบัติหน้าที่ของ คณะกรรมการตำบลตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ (พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457) และหน้าที่อื่น ตามที่กฎหมายกำหนด (ม.23) ในกรณีที่สภาตำบลจะดำเนินกิจการของตนเองนอกเขตตำบลจะต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ว่าราชการจังหวัด และได้รับความยินยอม จากสภาตำบล หรือหน่วยการบริหารส่วนราชการส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง และกิจการนั้นต้องมีความจำเป็น และอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภาตำบลด้วย

           การบริหารงานของสภาตำบล สภาตำบลบริหารงานในรูปแบบของคณะกรรมการ โดยมีประธานสภาตำบลเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินกิจการตามมติของสภาตำบล ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้ ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสภาตำบล ในการทำนิติกรรมของสภาตำบลจะต้องประกอบด้วยบุคคลสามคน คือ ประธานสภาตำบล เลขานุการสภาตำบล และสมาชิกสภาตำบลผู้รับมอบอำนาจในการทำนิติกรรมอีกคนหนึ่ง ซึ่งในการทำนิติกรรมผู้มีอำนาจทำนิติกรรมแทนสภาตำบล จะต้องลงชื่อ ให้ครบทั้งสามคน มิฉะนั้นนิติกรรมนั้นจะไม่มีผลผูกพันสภาตำบล

           การกำกับดูแลสภาตำบล ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัด โดยนายอำเภอ จะเป็นผู้กำกับดูแลปฏิบัติงาน ของสภาตำบลให้เป็นไปตามกฎหมาย มีอำนาจยับยั้ง การดำเนินงานของสภาตำบล ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือก่อให้เกิดความเสียหาย แก่ทางราชการไว้เป็นการชั่วคราว แล้วรายงานผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อวินิจฉัย เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับเรื่องจากนายอำเภอแล้วจะวินิจฉัยเป็น 2 กรณี กล่าวคือ หากผู้ว่าราชการจังหวัด เห็นว่านายอำเภอดำเนินการถูกต้องแล้ว ก็ให้สั่งสภาตำบลระงับการดำเนินการดังกล่าวนั้น แต่หากว่าผู้ว่าราชการจังหวัด เห็นว่าการดำเนินการของสภาตำบล เป็นไปโดยชอบแล้วก็ให้สั่งการเพิกถอนยับยั้งของนายอำเภอได้ นอกจากนั้นพระราชบัญญัติฉบับนี้ ยังให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด ในการยุบสภาตำบล ตามการเสนอแนะของนายอำเภอได้

      องค์การบริหารส่วนตำบล
           องค์การบริหารส่วนตำบลได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการส่วนตำบล พ.ศ.2499 เป็นการจัดตั้งหน่วยงานบริหารราชการส่วนท้องถิ่น มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีการบริหารตนเอง และมีสภาตำบลทำหน้าที่ควบคุมการบริหารงานของคณะกรรมการตำบล แต่เนื่องจากขาดประสิทธิภาพในการทำงาน จึงถูกยกเลิกไป
           ในปี พ.ศ.2515 รัฐบาลเห็นว่าควรจะมีการปรับปรุงรูปแบบการจัดการบริหารของตำบลให้มีประสิทธิภาพและเป็นรูปแบบเดียวกันทั้งประเทศ สภาตำบลจึงไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล จึงขาดอิสระในการทำงานประชาชนไม่สนใจเข้ามามีส่วนร่วมกับการดำเนินงานของสภาตำบล
           จากแนวคิดกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นรัฐบาลจึงออกพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีอิสระในการบริหารงานประชาชนในท้องถิ่นแล้ว ยังได้กำหนดรูปแบบการบริหารงานในตำบลที่มีรายได้โดยไม่รวมเงินอุดหนุนในปีงบประมาณที่ล่วงมาติดต่อกันสามปีเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าปีละหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท จะได้รับการจัดตั้งเป็นหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นที่เรียกว่า " องค์การบริหารส่วนตำบล " ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 6,397 แห่ง
           ซึ่งมีส่วนร่วมในการเลือกผู้บริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีงบประมาณเป็นของตนเอง เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 เกี่ยวกับการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ระบุว่าสมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน มีวาระ 4 ปี คณะผู้บริหารท้องถิ่น มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงของประชาชน หรือมาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น มีวาระ 4 ปี โดยไม่ต้องเป็นข้าราชการ ไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น

      โครงสร้างขององค์การบริหารส่วนตำบล แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

           1. สภาองค์การบริหารส่วนตำบล ประกอบด้วยสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวนหมู่บ้านละ 2 คน ซึ่งเลือกตั้งขึ้นโดยราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละหมู่บ้านในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลนั้น (มาตรา 45) ซึ่งได้แก้ไขแล้วโดย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542            ไม่มีการแต่งตั้งสมาชิกโดยตำแหน่งอีกต่อไป ถ้าเขต อบต. ใดมีเพียง 1 หมู่บ้าน ให้มีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเพียง 6 คน ถ้ามีเพียง 2 หมู่บ้าน ให้มีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหมู่บ้านละ 3 คน มีอายุอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง            หลักเกณฑ์และวิธีการสมัครรับเลือกตั้งและการเลือกตั้งให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น (มาตรา 45 วรรค 3 (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542)
           สภาองค์การบริหารส่วนตำบลมีประธานสภาหนึ่งคน รองประธานสภาหนึ่งคน ซึ่งเลือกจากสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ให้นายอำเภอแต่งตั้งตามมติของสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ทั้งสองตำแหน่งอยู่ในวาระได้เพียง 2 ปี (มาตรา 48 และ 49)
           สภาองค์การบริหารส่วนตำบลเลือกสมาชิกคนหนึ่งเป็นเลขานุการสภาองค์การ (มาตรา 57) ส่วนเลขานุการของคณะกรรมการบริหาร อบต. นั้นกฎหมายกำหนดให้เป็นปลัด อบต. (มาตรา 58 แก้ไขเพิ่มเติมโดย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542)

           2. คณะกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล
           ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พศ.2537 ประกอบด้วยกรรมการ ซึ่งนายอำเภอแต่งตั้งตามมติ ของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลจากกำนัน และจากผู้ใหญ่บ้านไม่เกินสองคน และจากสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งได้รับเลือกตั้งไม่เกินสี่คน คณะกรรมการบริหารส่วนตำบล มีประธานกรรมการบริหารคนหนึ่ง เลือกจากกรรมการบริหารด้วยกัน แต่ในบทเฉพาะกาล กำหนดให้กำนัน เป็นประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลโดยตำแหน่ง ในระยะเวลา 4 ปีแรกที่ใช้พระราชบัญญัตินี้ (จนถึงงันที่ 2 มีนาคม 2542)
            แต่ได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติสภาตำบลฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2542 เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้กำหนดให้คณะกรรมการ บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล ประกอบด้วยประธานกรรมการบริหารคนหนึ่งและกรรมการบริหารจำนวนสองคน ซึ่งสภาองค์การบริหารส่วนตำบล เลือกจากสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลแล้วเสนอให้นายอำเภอแต่งตั้ง (มาตรา 58) ให้ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเลขานุการคณะกรรมการบริหาร (มาตรา 58 วรรค 2)
           การกำกับดูแลองค์การบริหารส่วนตำบล อบต.มีฐานะเป็นหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ที่นับว่าเป็นการกระจายอำนาจทางการบริหาร และการตัดสินใจ ไปสู่องค์กร ระดับตำบลและประชาชน อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบล เป็นไปในทางที่ถูกต้อง สอดคล้องกับกฎหมายระเบียบ และข้อบังคับ ของทางราชการ จึงให้นายอำเภอเป็นผู้ดูแลการปฏิบัติงานขององค์การบริหารส่วนตำบล และมีอำนาจเรียกสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล กรรมการบริหารพนักงานส่วนตำบล และลูกจ้างขึ้นมาชี้แจงหรือสวบสวน รวมทั้งเรียกรายงาน หรือเอกสารใดๆ มาตรวจสอบได้ และให้อำนาจแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด สั่งยุบสภาองค์การบริหารส่วนตำบล หรือให้คณะกรรมการบริหารทั้งคณะ หรือกรรมการ บริหารรายบุคคลพ้นจากตำแหน่งได้ตามคำเสนอของนายอำเภอ

 

โครงสร้างองค์การบริหารส่วนตำบล
ตามพระราชบัญญัติสภาตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537

       



imobt

         

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหาร องค์การบริหารส่วนตำบล

                1. จัดทำแผนพัฒนาตำบลและงบประมาณรายจ่ายประจำปี 
                2. บริหารกิจการของ อบต. ให้เป็นไปตามมติ ข้อบังคับและแผนพัฒนาตำบล 
                3. รายงานผลการปฏิบัติงานและการใช้จ่ายงบประมาณต่อสภา อบต.อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง 
                4. ปฎิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่ราชการมอบหมาย



อำนาจหน้าที่ของสภาองค์การบริหารส่วนตำบล

                1. ให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาตำบล 
                2. พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างข้อบังคับตำบลและร่างข้อบังคับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 
                3. ควบคุมการปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริหารให้เป็นไปตามนโยบายและแผนพัฒนาตำบล



อำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล

                1. จัดให้มีการบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก 
                2. รักษาความสะอาดของถนน ทางน้ำ ทางเดินและที่สาธารณะ 
                3. ป้องกันโรคและระงับโรคติดต่อ 
                4. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 
                5. ส่งเสริมการศึกษาและวัฒนธรรม 
                6. ส่งเสริมและพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สงอายุ และผู้พิการ 
                7. คุ้มครอง ดูแล และบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 
                8. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ทางราชการมอบหมาย



ความรับผิดชอบการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบล
     คณะกรรมการบริหารองค์การส่วนตำบลจะรับผิดชอบดำเนินการให้เป็นไปตามมติของสภาองค์การบริหารส่วนตำบล โดยประธานกรรมการบริหาร จะเป็นผู้แทนขององค์การบริหารส่วนตำบลและมีพนักงานส่วนตำบลเป็นผู้ปฏิบัติงานประจำขององค์การบริหารส่วนตำบลอีกด้วย

รายได้ขององค์การบริหารส่วนตำบล
     1. ประเภทแรก คือ ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีโรงเรียนและที่ดิน ภาษีป้าย อากรฆ่าสัตว์ ค่าภาษี ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต และค่าปรับต่างๆ และรายได้จากทรัพย์สิน สาธารณูปโภคและการพาณิชย์ขององค์การบริหารส่วนตำบลเอง
     2. ประเภทที่สอง เป็นรายได้ซึ่งหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่จัดเก็บให้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีสุรา ภาษีสรรพสามิต และค่าใบอนุญาตเล่นการพนัน เก็บให้จากภาษีรถยนต์ และค่าธรรมเนียมล้อเลื่อน และจัดสรรหรือแบ่งให้จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ จากอากรรังนกอีแอ่น ค่าธรรมเนียมน้ำบาดาล อากรการประมง ค่าภาคกลางป่าไม้ ค่าภาคหลวงแร่ ค่าภาคหลวงปิโตเลียม ค่าจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดิน และค่าธรรมเนียมตามกฎหมายอุทยานแห่งชาติ ซึ่งรายได้จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาตินี้ ท้องถิ่นรูปอื่นจะไม่ได้รับการจัดสรรหรือแบ่งให้แต่อย่างใด
     3. ประเภทที่สาม เป็นรายได้จากเงินอุดหนุนจากรัฐบาลหรือการจัดสรรให้โดยหน่วยงานของรัฐ
     รายจ่ายขององค์การบริหารส่วนตำบล เงินเดือน ค่าจ้าง เงินค่าตอบแทนอื่นๆ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าครุภัณฑ์ ค่าที่ดิน สิ่งก่อสร้าง และทรัพย์สินอื่นๆ ค่าสาธารณูปโภค เงินอุดหนุนหน่วยงานอื่น รายจ่ายอื่นตามข้อผูกพัน หรือตามที่มีกฎหมายหรือระเบียบของกระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้


me10

  •  
  •  
  •  

โครงการพระราชดำริเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

  • diksp2

         "แม่น้ำป่าสัก" เป็นแม่น้ำสายสำคัญที่สุดสายหนึ่งของชาวจังหวัดลพบุรีและสระบุรี ประชาชนจะได้ประโยชน์จากแม่น้ำป่าสักอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นด้านเกษตรกรรมหรือการประมง แต่ในช่วงเดือนสิงหาคม - เดือนตุลาคมของทุกปี จะเกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ของจังหวัดลพบุรี เช่น ตำบลมะนาวหวาน ตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม ตำบลลำนารายณ์ อำเภอชัยบาดาล และหมู่บ้านใกล้เคียงอีก รวมไปถึงจังหวัดสระบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรุงเทพมหานครและปริมณฑล สำหรับในช่วงเดือนมกราคม - เดือนพฤษภาคม พื้นที่ในลุ่มน้ำป่าสักก็จะประสบภาวะแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำใช้เพื่อการเกษตรและอุปโภค บริโภค
         ในปี 2508 กรมชลประทานได้เริ่มศึกษาโครงการเขื่อนเก็บกักน้ำ แม่น้ำป่าสัก แต่เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูงจึงได้ระงับโครงการฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกรณียกิจมากมายหลายด้าน แต่หลายครั้งที่พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมราษฎรจังหวัดลพบุรีด้วยความห่วงใย และได้เสด็จไปทอดพระเนตรพื้นที่ในเขตอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรีที่กำลังประสบปัญหาอยู่
         ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล และด้วยความห่วงใยในพสกนิกร ของประชาชน ด้วยพระอัจฉริยภาพที่ล้ำลึกและเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ ทรงแก้ปัญหาให้ "ความโหดร้าย" ของแม่น้ำป่าสักกลับกลายเป็น "ความสงบเสงี่ยม" ที่น่านิยม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหาทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2532 พระองค์ท่านได้มีพระราชดำริให้กรมชลประทานดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของโครงการเขื่อนกักเก็บน้ำแม่น้ำป่าสักอย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาความขาดแคลนน้ำ เป็นประโยชน์ต่อพื้นที่เพาะปลูก และบรรเทาอุทกภัยที่เกิดขึ้น
         วันที่ 1 กรกฎาคม 2535 กรมชลประทานได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ศึกษา ความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการเขื่อนเก็บน้ำป่าสัก รวมทั้งแผนปฏิบัติการแก้ไข พัฒนาสิ่งแวดล้อม โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นแกนกลางในการดำเนินงานสนับสนุนด้านงบประมาณ ต่อมาพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัสเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2536 ว่า
         ...ปัญหาเรื่องภัยแล้งนี้จะเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้ และหมู่นี้ก็พูดกันอย่างขวัญเสียว่าอีกหน่อยต้องปันส่วนน้ำหรือต้องตัดน้ำประปา อันนี้สำหรับกรุงเทพฯ ดังนั้นต้องหาแนวทางแก้ไข ซึ่งปัญหานี้ต้องวางแผนมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ถ้าหากว่าได้ปฏิบัติในวันนี้ เราก็ไม่ต้องพูดถึงการขาดแคลนน้ำ โครงการโดยเฉพาะนั้นก็มี และโครงการนั้นได้ยืนยันมาเมื่อเดือนกว่าแล้วที่นราธิวาส ได้วางโครงการและแม้เป็นโครงการที่ไม่ได้แก้ปีนี้ หรือปีหน้า แต่ถ้าทำอย่างดีประมาณ 5 หรือ 6 ปี ปัญหาน้ำขาดแคลนในกรุงเทพฯจะหมดไปโดยสิ้นเชิง อาจจะนึกว่า 5-6 ปี นั้นนาน ความจริงไม่นานและระหว่างนี้เราก็พยายามแก้ไขเฉพาะหน้าไปเรื่อย แต่ถ้ามีความหวังว่า 5-6 ปีปัญหานี้คงหมดไปก็คงมีกำลังใจที่จะฟันฟ่าชีวิตต่อไป
         ที่ว่า 5-6 ปีนี้ ความจริงได้เริ่มโครงการนี้มากว่า 5-6 ปี โครงการที่คิดจะทำนี้บอกได้ ไม่กล้าพูดมาหลายปีแล้ว เพราะเดี๋ยวจะมีการคัดค้าน จากผู้เชี่ยวชาญจากผู้ที่ต่อต้านการทำโครงการแต่โครงการนี้เป็นโครงการที่อยู่ในวิสัยที่จะทำได้ แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย แต่ถ้าดำเนินไปเดี๋ยวนี้อีก 5-6 ปี ข้างหน้าเราก็สบาย แต่ถ้าไม่ทำในอีก 5-6 ปี ข้างหน้าราคาค่าสร้าง ค่าดำเนินการก็จะขึ้นไป 2 เท่า 3 เท่า ลงท้ายก็จะต้องประวิงต่อไป และเมื่อประวิงต่อไปไม่ได้ทำ เราก็ต้องอดน้ำแน่ จะกลายเป็นทะเลทราย แล้วเราก็จะอพยพไปที่ไหนไม่ได้ โครงการนี้คือสร้างอ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง แห่งหนึ่งคือแม่น้ำป่าสัก อีกแห่งคือแม่น้ำนครนายก สองแห่งรวมกันจะเก็บกักน้ำเหมาะสมพอเพียงสำหรับการบริโภค การใช้ในเขตกรุงเทพฯ และเขตใกล้เคียงที่ราบลุ่มของประเทศไทยนี้ สำหรับการใช้น้ำนั้น ต้องทราบว่าแต่ละคนใช้อยู่อย่างสบายพอสมควร โดยเฉลี่ย คนหนึ่งใช้วันละ 200 ลิตรถ้าคำนวณดูว่า วันละ 200 ลิตรนี้ 5 คน ก็ใช้ 1,000 ลิตร คือ หนึ่งลูกบาศก์เมตรต่อวัน ถ้าปีหนึ่งคูณ 365 ก็หมายความว่า 5 คนใช้ในหนึ่งปี 365 ลูกบาศก์เมตรในกรุงเทพฯและในบริเวณใกล้เคียงนี้เรานับเอาคร่าว ๆ ว่ามี 10 ล้านคน 10 ล้านคนก็คูณเข้าไป ก็เป็น 730 ล้านลูกบาศก์เมตรฉะนั้นถ้าเราเก็บกัก 730 ล้านลูกบาศก์เมตร ในเขื่อน เราก็จะสามารถที่จะบริการคนในละแวกนี้ คนในภาคกลางใกล้กรุงเทพฯนี้ได้ตลอดไป แล้วก็ไม่มีความขาดแคลนเขื่อนป่าสักที่ตอนแรกวางแผนให้จุได้ 1,350 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่แก้ไปแก้มาก็เหลือ 750 ล้านกว่า ๆตามตัวเลขที่ให้ไว้นี้ แม้เขื่อนป่าสักเขื่อนเดียวก็พอ พอสำหรับการบริโภคแน่นอน ไม่แห้ง ถ้าเติมอีกโครงการที่นครนายก จะได้อีก 240 ล้านลูกบาศก์เมตร ก็เกินพอ...

  • การดำเนินงานของ "เขื่อนกักเก็บน้ำแม่น้ำป่าสัก" มีได้ดังนี้
    พ.ศ.   2508   กรมชลประทานเริ่มศึกษาโครงการเขื่อนกักเก็บน้ำแม่น้ำป่าสัก   แต่เนื่องจากเป็นโครงการ ใหญ่ ค่าใช้จ่ายสูง จึงต้องล้มเลิกไป
    19   ก.พ.32   มีพระราชดำริให้ศึกษาโครงการฯ   อย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ไขภัยแล้ง
    ก.ค.35 -   ก.ย.36   กรมชลประทานได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัท   ศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบของ โครงการฯ
    23   ก.พ.37   ผ่านความเห็นชอบจาก   คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
    3   พ.ค.37   ครม.อนุมัติให้เปิดโครงการฯ
    2 ธ.ค.37      เริ่มงานก่อสร้าง
    15   มิ.ย.41   สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา   สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบ พิธีปิดประตูเขื่อน   เพื่อเริ่มทำการกักเก็บน้ำ ณ หัวงานเขื่อนป่าสัก อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี
    20   ต.ค.41   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานชื่อเขื่อนว่า   เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ( Pa Sak Joalsid Dam) ตา หนังสือสำนักราชเลขาธิการที่ รล   0003 / 1422 ซึ่งหมายความว่า เขื่อนแม่น้ำป่าสักที่เก็บกักน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ   (Pa Sak Dam Which Returns Water efficiently)
    30 ก.ย.42   งานก่อสร้างเสร็จ
    25 พ.ย.42   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จพระราชดำเนิน   เปิดเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

    • ที่ตั้งของโครงการฯ
           ที่ตั้ง ต.หนองบัว อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี และตำบลคำพราน อ.วังม่วง จ.สระบุรี เป็นเขื่อนดินชนิดมีแกนดินเหนียว ยาว 4,860 เมตร สูง 31.50 เมตร ระดับน้ำกักเก็บสูงสุด + 43.00 ม.รทก. เก็บน้ำได้ 960 ล้าน / ลบ.ม.

    • พื้นที่ของโครงการฯ
            พื้นที่โครงการมี 105,300 ไร่ มีรายละเอียดดังนี้
           - จังหวัดลพบุรี 96,658 ไร่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอพัฒนานิคม อำเภอท่าหลวง อำเภอชัยบาดาล รวม 13 ตำบล 60 หมู่บ้าน
           - จังหวัดสระบุรี 8,642 ไร่ 1 อำเภอ ได้แก่ อำเภอวังม่วง รวม 2 ตำบล 5 หมู่บ้าน รวม 2 จังหวัด 4 อำเภอ 1 5 ตำบล 65 หมู่บ้าน

      งบประมาณการดำเนินงาน
      งบลงทุน
      1)   งานก่อสร้างด้านชลประทาน     
      งบประมาณ
       
      5,098.5173
       
      ล้านบาท
       
                       1.1   เขื่อนหัวงานและอาคารประกอบ   
      "
       
      2,656.0000
       
      ล้านบาท
       
                       1.2   ระบบชลประทาน  
      "
       
      1,267.5173
       
      ล้านบาท
       
                       1.3   ก่อสร้างส่วนประกอบอื่น  
      "
       
      1,175.0000
       
      ล้านบาท
       
      2)   งานแก้ไขและพัฒนาสิ่งแวดล้อม  
      งบประมาณ
       
      14,132.2750
       
      ล้านบาท
       
                        2.1   แผนกการประชาสัมพันธ์  
      "
       
      5,5690
       
      ล้านบาท
       
                       2.2   แผนกการจ่ายค่าทดแทนทรัพย์สิน  
      "
       
      8,520.7900
       
      ล้านบาท
       
                       2.3   แผนการจัดตั้งถิ่นฐานใหม่และการพัฒนาส่งเสริมอาชีพให้แก่ราษฎร  
      "
       
      3,284.0000
       
      ล้านบาท
       
                       2.4   แผนของการป้องกันแก้ไขและพัฒนา  
      "
       
      2,224.0280
       
      ล้านบาท
       
                               เส้นทางคมนาคม              
      -    รถไฟ  
      "
       
      2,169.0280
       
      ล้านบาท
       
      - ทางหลวง  
      "
       
      55.0000
       
      ล้านบาท
       
                       2.5   แผนการแก้ไขและพัฒนา  
      งบประมาณ
       
      97.8880
       
      ล้านบาท
       
                               สิ่งแวดล้อมด้านอื่น ๆ              
                               2.5.1   แผนงานด้านโบราณคคี  
      "
       
          8.0000
       
      ล้านบาท
       
                               2.5.2   แผนนำไม้ออกและแผ้วถางป่า  
          "      
       
      36.6360
       
      ล้านบาท
       
                               2.5.3   แผนการอพยพและอนุรักษ์สัตว์ป่า  
      "
       
      9.7520
       
      ล้านบาท
       
                               2.5.4   แผนงานด้านทรัพยากรแร่  
      "
       
      0.2000
       
      ล้านบาท
       
                               2.5.5   แผนการควบคุมคุณภาพน้ำ  
      "
       
      14.2000
       
      ล้านบาท
       
                               2.5.6   แผนการเตรียมการด้านสาธารณสุข  
      "
       
      19.5000
       
      ล้านบาท
       
                               2.5.7   การติดตามและประเมินผล  
      "   
       
      9.6000
       
      ล้านบาท
       
      รวมทั้งสิ้น      
      19,230.7900
       
      ล้านบาท


      ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำแม่น้ำป่าสัก
           เนื่องจากเขื่อนกักเก็บน้ำแม่น้ำป่าสัก ก่อสร้าง ณ บริเวณทุ่งราบภาคกลาง จึงทำให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน สิ่งปลูกสร้าง สาธารณะ และสิ่งแวดล้อม เป็นจำนวนมาก กล่าวโดยสรุปคือ            ทางด้านประชาชน มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ 114,119 ไร่ แต่มีพื้นที่ของราษฎรได้รับผลกระทบอันเป็นเหตุให้ต้องมีการโยกย้าย 100,944 ไร่ ในเขต 2 จังหวัด 4 อำเภอ 15 ตำบล 65 หมู่บ้าน รวมประชาชนประมาณ 7,700 ครอบครัว และมีพื้นที่ที่จะต้องจ่ายค่าทดแทนที่ดิน 96,700 ไร่ โดยแยกเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ดังนี้           
           จังหวัดลพบุรี  มีพื้นที่ 96,658 ไร่ อยู่ในพื้นที่ 3 อำเภอ 13 ตำบล 60 หมู่บ้าน ได้แก่
                - อำเภอพัฒนานิคม : ตำบลโคกสลุง ตำบลน้ำสุด ตำบลมะนาวหวาน ตำบล หนองบัว
                - อำเภอท่าหลวง    : ตำบลท่าหลวง ตำบลแก่งผักกูด
                - อำเภอชัยบาดาล   : ตำบลบัวชุม ตำบลลำนารายณ์ ตำบลท่ามะนาว ตำบล ท่าดินดำ ตำบลชัยบาดาล ตำบลมะกอกหวาน ตำบล ม่วงค่อม
            จังหวัดสระบุรี พื้นที่ 8,642 ไร่ อยู่ในพื้นที่ 1 อำเภอ 2 ตำบล 5 หมู่บ้าน ได้แก่
                 - อำเภอวังม่วง       : ตำบลวังม่วง ตำบลคำพราน

      •           ทางด้านสิ่งปลูกสร้างสาธารณะ มีเส้นทางหลวงถูกน้ำท่วม 2 สาย รวมเป็นระยะทาง 8.335 กม. ได้แก่ ทางหลวงหมายเลข 205 ตอนอำเภอชัยบาดาล-อำเภอลำสนธิ (แยกทางหลวงหมายเลข 21-อำเภอชัยบาดาล) และทางหลวงหมายเลข 2256 ตอนอำเภอชัยบาดาล-อำเภอด่านขุนทด นอกจากนั้นยังมี เส้นทางรถไฟ สายตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างสถานีแก่งเสือเต้น-สถานีสุรนารายณ์ ในเส้นทางสายแก่งคอย-บัวใหญ่ ระยะทางประมาณ 24.325 กม. ก็จะถูกน้ำท่วมเช่นกัน อีกทั้งมีสถานที่สำคัญอื่น ๆ ได้รับผลกระทบด้วย ได้แก่ โรงเรียนถูกน้ำท่วม 14 แห่ง วัด 24 แห่ง ส่วนราชการ 23 แห่ง และธุรกิจเอกชน 7 แห่ง
      •           ทางด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อแหล่งโบราณคดี 33 แหล่ง และวัฒนธรรมชุมชนไทยเบิ้ง รวมทั้งพื้นที่ป่าไม้ซึ่งมีไม้ที่ไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เป็นพื้นที่ 53,382 ไร่
                  จากผลกระทบที่เกิดขึ้น ทำให้ส่วนราชการต่าง ๆ จำเป็นต้องเข้ามาร่วมวางแผน และกำหนดแนวทางในการดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบ และผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทราบข้อเท็จจริง ทั้งต้องประสานแผนงานทุกด้านให้สอดคล้องต้องกัน จังหวัดลพบุรี จังหวัดสระบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้พร้อมใจกันให้ความช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนป่าสัก ที่รวมกลุ่มไปจัดตั้งชุมชนใหม่ โดยจัดให้บริการสาธารณูปโภค ด้านไฟฟ้า ถนน น้ำประปา ตลอดจนได้สร้าง วัด โรงเรียน สถานีอนามัย สถานีตำรวจ ทดแทนของเดิมให้กับพื้นที่ชุมชนใหม่ พร้อมกับจัดการส่งเสริมพัฒนาอาชีพ ทั้งการเกษตร การประมง การปศุสัตว์ และอุตสาหกรรมในครัวเรือน อาทิ สอนการแปรรูปอาหารและถนอมอาหาร การทำดอกไม้จันทน์และดอกไม้ประดิษฐ์จากเปลือกข้าวโพด และการทอผ้าด้วยกี่กระตุก เป็นต้น นับเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และเป็นการเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง

        ประโยชน์ของเขื่อนเก็บกักน้ำแม่น้ำป่าสัก
                  1. เป็นแหล่งสำหรับอุปโภคบริโภคของชุมชนต่าง ๆ ในเขตจังหวัดลพบุรีและจังหวัดสระบุรี (ลำนารายณ์ พัฒนานิคม วังม่วง แก่งคอย และชุมชนขนาดย่อมใกล้เคียง)
                  2. เป็นแหล่งน้ำสำหรับการเกษตรในพื้นที่ชลประทานที่จะเกิดขึ้นใหม่ ในเขตจังหวัดลพบุรีและสระบุรี 135,5000 ไร่ (แก่งคอย-บ้านหมอ 80,000 ไร่ ,พัฒนานิคม 35,500 ไร่ และพัฒนานิคม-แก่งคอย 20,000 ไร่)
                  3. เป็นแหล่งน้ำเสริมสำหรับพื้นที่โครงการชลประทานเดิม ในทุ่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง เนื้อที่ประมาณ 2,200,000 ไร่ (ทำให้ลดการใช้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยานำน้ำจากแม่น้ำป่าสักไปใช้ในแถบจังหวัดลพบุรีและสระบุรีโดยตรง)
                  4. ช่วยป้องกันอุทกภัยให้พื้นที่ริมแม่น้ำป่าสัก ในเขตจังหวัดลพบุรีและสระบุรีและยังมีผลช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ตอนล่างของแม่น้ำเจ้าพระยารวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑลด้วย
                  5. เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุตสาหกรรมในเขตจังหวัดลพบุรีและสระบุรี
                  6. อ่างเก็บน้ำที่เกิดขึ้นจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาและเป็นแหล่งประมงน้ำจืดขนาดใหญ่
                  7. ช่วยการคมนาคมทางน้ำในแม่น้ำป่าสักตอนล่าง และการแก้ไขปัญหาน้ำเสีย
                  8. เป็นแหล่งน้ำช่วยเสริมเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล
                  9. เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ
                  10. ทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดลพบุรี และจังหวัดสระบุรีขยายตัวมากขึ้น
      •           
                  เป็นที่น่าปลาบปลื้มที่พระองค์ทรงเป็นห่วงพสกนิกรชาวจังหวัดลพบุรีและจังหวัดใกล้เคียงถึงประโยชน์ที่ราษฎรของพระองค์จะได้รับจากโครงการนี้ ณ พื้นที่ซึ่งเคยปรากฏความแห้งแล้ง สลับภาวะน้ำท่วม อันส่งผลให้ประชาชนต้องมีชีวิตอยู่อย่างลำบากทุกข์ยาก บัดนี้ ได้มีเขื่อนดินขนาดใหญ่ซึ่งมีความสูงกว่า 31 ม. และยาวเกือบ 5,000 ม. มาตั้งเป็นแนวกั้นน้ำอยู่ในแม่น้ำป่าสัก พร้อมอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่มีความจุน้ำได้สูงสุดถึง 960 ล้าน ลบ.ม. เพื่อนำความอุดมสมบูรณ์มาสู่พื้นที่ที่เคยประสบความแห้งแล้ง โดยมีอาคารพิพิธภัณฑ์ลุ่มน้ำป่าสัก เป็นสถานที่จัดแสดงสภาพชีวิตผู้คนในอดีต ที่เคยใช้ชีวิตร่วมกันอยู่ในบริเวณลุ่มน้ำป่าสักแห่งนี้ สำหรับให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาร่องรอยแห่งอารยธรรม ไว้เตือนจำและเตือนใจคนในรุ่นปัจจุบัน และในอนาคตมิให้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป

        diksp3

อาชีพ

menu row เกษตรกรรม
me10
menu row แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร
me10
menu row หัถตกรรม
me10
menu row อุตสาหกรรม
me10

 

เกษตรกรรม


     อาชีพสำคัญ นอกจากการเพาะปลูกแล้วด้านปศุสัตว์ก็เป็นอาชีพรองลงมา สัตว์เศรษฐกิจสำคัญ ของจังหวัด ได้แก่ โคเนื้อ โคนม กระบือ ไก่ ถึงแม้ว่า สัดส่วนด้านปริมาณการเลี้ยงสัตว์จะไม่สูงนักเมื่อ เทียบกับปริมาณทั้งประเทศ แต่ลพบุรีก็มีศักยภาพในการผลิตทางด้านปศุสัตว์สูงเนื่องจากมีทุ่งหญ้า เลี้ยงสัตว์และประกอบกับมีวัตถุดิบในการแปรรูปเพื่อทำอาหารสัตว์ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงและข้าวฟ่าง เนื่องจากความสมบูรณ์ทางด้านธรรมชาติ อาชีพการประมงก็เป็นอาชีพหนึ่งทำรายได้ให้กับประชากร ในจังหวัดเป็นอย่างมาก มีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ปลาที่ทำการเพาะเลี้ยงมากที่สุดได้แก่ ปลาดุก รองลงมาคือ ปลาตะเพียน ปลานิล ปลาสวายและเทโพ ตามลำดับส่วนสัตว์น้ำที่จับได้จากแหล่งน้ำ ในธรรมชาติได้แก่ ปลาช่อน ปลาดุก ปลาตะเพียน

     ปัจจุบันประชากรในจังหวัดลพบุรีประมาณร้อยละ 70 ประกอบอาชีพเกษตรกรรมหลายสาขา เช่น การกสิกรรม การเลี้ยงสัตว์ และการประมง เป็นต้น

     อาชีพที่ชาวลพบุรีประกอบ ได้แก่

     การกสิกรรม คืออาชีพการทำนาทำไร่ ปลูกพืชผักผลไม้ทั่วไปซึ่งสามารถแบ่งประเภทกสิกรรมได้ดังนี้
          - การทำนา เกษตรกรส่วนใหญ่ทำนาปลูกข้าวบริเวณที่ราบลุ่มในอำเภอเมืองลพบุรี อำเภอท่าวุ้ง และ อำเภอบ้านหมี่ 
          - การทำไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่จะทำไร่บริเวณที่ราบสลับภูเขาในท้องที่ของอำเภอชัยบาดาล พัฒนานิคม ท่าหลวง โคกสำโรง หนองม่วง พืชไร่ที่สำคัญ คือ ข้าวโพด ข้าวฟ่าง อ้อย มันสำปะหลัง ทานตะวันและถั่ว
          - การทำสวน เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกผลไม้ได้แก่ น้อยหน่า ละมุด มะม่วง กระท้อน ส้มเขียวหวาน นอกจากนี้ยังมีพื้นที่บางส่วนปลูกดอกไม้ ไม้ประดับ และกำลังขยายตัวในอนาคต

     การปศุสัตว์ สัตว์ที่พบทั่วไปในจังหวัดลพบุรี ส่วนใหญ่เลี้ยงเป็นเชิงธุรกิจมีการทำฟาร์มขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก สัตว์ที่เลี้ยงได้แก่ ไก่ โค สุกร นอกจากนี้ การเลี้ยงไก่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตอำเภอพัฒนานิคม โคกสำโรง เมืองลพบุรีและหนองม่วง การเลี้ยงสุกรส่วนใหญ่อยู่ในเขตอำเภอพัฒนานิคม โคกสำโรง เมืองลพบุรี และท่าวุ้ง ส่วนการเลี้ยงโคเนื้อและโคนมส่วนใหญ่เลี้ยงในพื้นที่อำเภอพัฒนานิคม และอำเภอชัยบาดาล โดยมีสหกรณ์ในพื้นที่จำนวน 12 แห่ง เป็นแหล่งรับซื้อน้ำนมดิบ (สหกรณ์ตั้งอยู่ในอำเภอชัยบาดาล 1 แห่ง พัฒนานิคม 4 แห่ง ท่าหลวง 1 แห่ง หนองม่วง 2 แห่ง เมืองลพบุรี 2 แห่ง และลำสนธิ 2 แห่ง)

     การประมง ส่วนใหญ่เป็นการประมงน้ำจืดจากแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น แม่น้ำลพบุรีแม่น้ำป่าสัก แม่น้ำ บางขามลำน้ำสนธิ แต่ปริมาณที่ได้ไม่พองเพียง จึงมักมีการเลี้ยงปลาเศรษฐกิจในนาข้าวในกระชัง และใน บ่อเลี้ยงที่อำเภอเมืองลพบุรี อำเภอท่าวุ้ง อำเภอบ้านหมี่ ปลาที่เลี้ยงมากได้แก่ ปลาตะเพียนปลาดุก นอกจากนี้ ยังมีการเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เป็นการค้า เช่นจระเข้ กบและตะพาบน้ำ เป็นต้น

me10

 

แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร


     1. ผลิตภัณฑ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตรจากผัก และผลไม้ อาทิเช่น กล้วยอบเนย กระท้อนแช่อิ่ม ผลไม้ดอง วุ้นมะพร้าว

     2. ผลติภัณฑ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตรจากธัญพืช พืชหัว และพืชน้ำตาล อาทิเช่น เมล็ดทานตะวันอบเกลือ มะพร้าวแก้ว ข้าวหลาม น้ำมันมะพร้าว เต้าหู้ น้ำพริกเผา

     3. ผลติภัณฑ์แปรรูปผลผลติทางการเกษตรจากสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ อาทิเช่น ไข่เค็มดินสอพอง กุนเชียง ปลาส้มแผ่น หมูส้ม ไส้กรอก
me10


หัตถกรรม


หัตถกรรมพื้นบ้านลพบุรี 
     หัตถกรรมพื้นบ้าน หมายถึง การสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ขึ้นใช้สอยด้วยมือของชาวบ้านหัตถกรรมพื้นบ้านของแต่ละท้องถิ่น จะสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ สังคม ขนบธรรมเนียมประเพณีและความเป็นอยู่ของท้องถิ่นนั้นๆ
     หัตถกรรมพื้นบ้านของจังหวัดลพบุรีทำกันอยู่ทั่วๆ ไป งานหัตถกรรมบางชนิด ใช้วัตถุดิบทีมีอยู่มากในพื้นที่นั้น และบางชนิดก็ใช้วัตถุดิบที่ซื้อมาจากที่อื่น หัตถกรรมพื้นบ้านที่สำคัญของจังหวัดลพบุรี มีดังนี้

 

bakk

  •      1. งานหัตถกรรมประเภทเครื่องจักสาน มีการทำทั่วไปทุกอำเภอ ทั้งนี้เพราะวัสดุที่ใช้ทำงานจักสานมีอยู่ทั่วไป แหล่งเครื่องจักสานที่สำคัญของจังหวัดลพบุรี อยู่ที่อำเภอเมือง อำเภอท่าวุ้ง อำเภอบ้านหมี่ ผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องจักสานที่สำคัญของจังหวัดลพบุรี ส่วนใหญ่ได้แก่ กระบุง ตะกร้า แหล่งจำหน่ายสินค้าประเภทนี้ มีมากแถวตลาดท่าโพธิ์ อ.เมือง ลพบุรี ส่วนแหล่งผลิตที่มีชื่อคือที่ ต.บางพึ่ง อ.บ้านหมี่ ที่สามารถผลิตเครื่องจักสาน ที่มีลวดลายงดงาม ประณีต สิ่งที่ผลิต ได้แก่ ตะกร้า เครื่องสานต่าง ๆ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่างานละเอียดที่ประดิษฐ์จากที่นี่ไม่แพร่หลายในท้องตลาด เพราะงานส่วนใหญ่ เป็นงานที่มีผู้สั่งทำหรือสั่งจองแล้วทั้งสิ้น
         2. งานหัตถกรรมประเภททอเสื่อกก มีทำเฉพาะที่บ้านท่าดินดำ อ.ชัยบาดาล จงลพบุรี เนื่องจากที่หมู่บ้านนี้ปลูกต้นกกกันมาก จึงใช้เวลาว่างจากการทำไร่ มาทำเสื่อกกและทำผลิตภัณฑ์จากกกขึ้นจำหน่าย
         3. งานหัตถกรรมประเภททอผ้า มีการทำในเขตอำเภอเมือง อำเภอโคกสำโรง และอำเภอบ้านหมี่ แต่แหล่งที่ทอผ้าพื้นเมืองมากที่สุดได้แก่ อำเภอบ้านหมี่ โดยเฉพาะในเขต ต.บ้านกล้วย บ้านทราย บ้านหินปัก ผู้ที่ทอผ้าในเขตอำเภอบ้านหมี่ มักเป็นชาวบ้านที่มีเชื้อสายมาจากลาวพวน งานทอผ้าที่นี่นับว่าเจริญก้าวหน้า จนสามารถทำเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน ออกจำหน่ายในแหล่งอื่น ๆ ผ้าที่ทอที่อำเภอบ้านหมี่ มีหลายลักษณะ เช่น ผ้ามัดหมี่ไหม ผ้ามัดหมี่ฝ้าย ผ้าขาวม้าลายไส้ปลาไหล ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผ้าขาวม้าที่มีคุณภาพชั้นยอดของเมืองไทย
         4. งานหัตถกรรมประเภทเจียระไนพลอย มีการทำกันมากในเขตอำเภอบ้านหมี่ พลอยที่นำมาเจียระไน ส่วนใหญ่นำมาจากจังหวัดจันทบุรี
         5. งานหัตถกรรมประเภทหล่อโลหะ "เครื่องทองเหลืองบ้านท่ากระยาง" บ้านช่างหล่อทองของลพบุรี ตั้งอยู่บริเวณหลังวัดตองปุ เขตบ้านท่ากระยาง ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมืองลพบุรี เป็นแหล่งผลิตทองเหลืองที่เก่าแก่มาก
  •      งานหล่อรุ่นแรก ทำกันแต่พระขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว ราคา 12 บาท สมัยก่อนมีชาวบ้านทำกันเพียง 5-6 เจ้าเท่านั้น แต่ปัจจุบันนิยมทำมากขึ้น และนิยมหล่อพระพุทธรูป เทวรูป งานที่ทำส่วนมากจะเป็นการหล่อพระพุทธรูปปางต่างๆ ทั้งพระประจำวัน พระสมัยเชียงแสน สมัยสุโขทัย และพุทธลักษณะอื่นๆ ตลอดจนเครื่องใช้ทองเหลืองบางประเภท เช่น หม้อน้ำมนตร์ ชาวบ้านท่ากระยางนั้นส่วนมากจะทำส่งร้านในกรุงเทพฯ และบางส่วนส่งร้านพุทธธรรมในตลาดลพบุรี.
    me10

    เครื่องดนตรีไทยฝีมือช่างตั๊ก

    tak

    ช่างตั๊ก หรือ นายจำปี แสงพลบ เป็นชาวลพบุรีโดยกำเนิด เริ่มชีวิตการทำเครื่องดนตรีไทยตั้งแต่วัยหนุ่ม โดยขอเป็นลูกศิษย์ครูผิน เพ็งพงษ์ศา (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) วิชาแรกที่ร่ำเรียนคือ การเปลี่ยนผืนระนาดเอก จากนั้นจึงหัดทำรางระนาด และเครื่องดนตรีไทยอย่างอื่นจนครบ ทั้ง ดีด สี ตี เป่า
         เครื่องดนตรีไทยของช่างตั๊กแต่ละชิ้นยังมีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์ เช่นถ้าเป็นจะเข้ จะใช้ สเตนเลส แต่ที่อื่นใช้ผิวไม้ไผ่ โต๊ะรับสายก็ใช้สเตนเลสเหมือนกัน ที่อื่นใช้ทองเหลือกง ที่ใช้สเตนเลสทำ เพราะทำให้เสียงดีกว่าและทนกว่าด้วย และที่สำคัญมีเดินคิ้วรอบตัวด้วยงาเทียม เป็นพลาสติกสั่งจากรุงเทพฯ ส่วนระนาดก็จะเดินคิ้วรอบตัวด้วยงาเทียม และแกะงาเทียมเป็นรูปเทพนมติดที่หน้าโขน กับที่กลางราง
    • me10


 อุตสาหกรรม


     จังหวัดลพบุรีมีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่จำนวน 532 โรง มีเงินลงทุนรวม 28,284 ล้านบาท และมีการจ้างงาน รวม 32,078 คน โรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่มีทั้งขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ ซึ่งมีทั้งอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ และส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยมีหมวดอุตสาหกรรมที่มีมากที่สุด คือ หมวดอุสาหกรรมการบริการ รองลงมาอุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมแปรรูปไม้ และอุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น

อุตสาหกรรมภายในจังหวัดลพบุรี แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้ 
     1. อุตสาหกรรมแปรรูปทางการเกษตร จังหวัดลพบุรี มีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญหลายชนิด เช่นข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง อ้อย มันสำปะหลัง ถั่วต่างๆ และมีโรงงานอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการเกษตรที่สำคัญได้แก่ โรงสีข้าว โรงผลิตน้ำตาลทราย โรงงานทำอาหารสัตว์ และโรงอบเมล็ดพืช 
     2. อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการผลิตวัสดุ อุปกรณ์การก่อสร้าง ปัจจุบันการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย อาคารพาณิชย์เกิดขึ้นหลายโครงการจึงได้มีโรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการก่อสร้างเกิดขึ้นเช่น โรงงานโม่ บด ย่อยหิน โรงงานทำคอนกรีตบล็อก โรงงานทำอิฐดินเผา และโรงงานไสไม้ ทำประตู หน้าต่างไม้ 
     3. อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับยานพาหนะ ปัจจุบันยานพาหนะถือว่าเป็นปัจจัยที่ห้าเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น ได้มีโรงงานมากขึ้นเช่น โรงงานซ่อมรถยนต์ โรงงานซ่อมอุปกรณ์เครื่องยนต์ โรงงานเคาะพ่นสีรถยนต์ และโรงงานปะ หล่อดอกยางรถยนต์ ทำท่อไอเสีย ซ่อมเบตเตอรี่ 
     4. อุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก เป็นโรงงานที่ผลิตเพื่อการส่งออกโดยเฉพาะ เช่น โรงงาน มินิแบไทยอิเล็กทรอนิกส์ เป็นโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการส่งออก และโรงงาน เบทาโกร ซึ่งผลิตอาหารสัตว์เพื่อส่งจำหน่ายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

me10

ลพบุรี

  • ประวัติ-สภาพทั่วไป
    me10

    ตราประจำจังหวัด -- คำขวัญประจำจังหวัด -- ต้นไม้ประจำจังหวัด -- แผนที่จังหวัด -- ความเป็นมาของจังหวัด -- สภาพทั่วไปของจังหวัด
          
        
    สถานที่ท่องเที่ยว
    me10
     
    โบราณสถาน-แหล่งโบราณคดี -- สถานที่ท่องเที่ยว:ธรรมชาติ -- พิพิธภัณฑ์ -- สถานที่ท่องเที่ยว:วัด -- เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
          
        
    ใครเป็นใคร
    me10

    ทำเนียบผู้ว่าราชการจังหวัด -- ทำเนียบหัวหน้าส่วนราชการจังหวัด -- คนเก่ง คนดี คนมีประโยชน์ -- บัณฑิตกิติมศักดิ์ -- ศิษย์เก่าดีเด่น -- นักการเมือง
          
        
    ประเพณี-วิถีชีวิต
    me10

    ประเพณี -- วิถีชีวิต 

        
    การศึกษาและศาสนา
    me10

    ทำเนียบสถานศึกษา -- ทำเนียบวัด 

        
    ของดีท้องถิ่น
    me10

    ผ้าทอ ผ้ามัดหมี่ และผ้าขาวม้า -- ดินสอพอง -- ไข่เค็มดินสอพอง -- ปลาส้มฟัก -- เครื่องทองเหลือง -- วุ้นน้ำมะพร้าว -- เสื่อกกท่าดินดำ -- น้อยหน่า -- หน่อไม้ -- ปลาเนื้ออ่อน -- จำปีสิรินธร
          
        
    อาชีพ
    me10

    เกษตรกรรม -- แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร -- หัตถกรรม -- อุตสาหกรรม
          
        
    อบต.
    me10

    ความรู้เกี่ยวกับ อบต. -- ทำเนียบ อบต.
          
        
    โครงการพระราชดำริ
    me10

    เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

  •  

เนื้อหาอื่นๆ...

  1. ประวัติ-สภาพทั่วไป