321 ถ.นารายณ์มหาราช ,
ต.ทะเลชุบศร อ.เมือง จ.ลพบุรี 15000

การศึกษาและศาสนา

วัดร้างใต้ดินที่ไม่มีคนรู้จัก

 “วัดร้างใต้ดินที่ไม่มีคนรู้จัก”
หวน พินธุพันธ์
 
ผมเคยสอนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรีสมัยที่เป็น “วิทยาลัยครูเทพสตรี” ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๐๑-๒๕๑๒ วิชาที่ผมสอนคือ ศิลปศึกษากับหัตถศึกษา ในปี พ.ศ.๒๕๐๙ ผมสอนวิชาศิลปะวิจักษณ์แก่นักเรียนป.กศ.สูง ผมได้พานักเรียนไปศึกษานอกสถานที่ เพื่อศึกษาโบราณวัตถุสถานในจังหวัดลพบุรีด้วย ทำให้ได้แนวคิดให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม เมื่อนักเรียนศึกษาค้นคว้าได้ช่วยกันลงขันจัดพิมพ์เป็นหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ลพบุรีที่น่ารู้” เพื่อแจกจ่ายแก่ครูอาจารย์ นักเรียนและผู้สนใจ
 
ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๑๑ ผมเห็นว่าน่าจะออกสำรวจและศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม เพราะมีเรื่องที่น่าศึกษาค้นคว้าอีกมาก สมัยนั้นทางวิทยาลัยครูเทพสตรีก็ไม่มีนโยบายให้ครูอาจารย์ศึกษาค้นคว้า ผมจึงได้ดำเนินการด้วยตนเองโดยออกสำรวจค้นคว้า หลังจากเลิกสอนในตอนเย็นและวันหยุดราชการก็ถีบจักยานออกสำรวจค้นคว้า แล้วจัดพิมพ์ “ลพบุรีที่น่ารู้” ขึ้นใหม่ โดยจัดการพิมพ์เองขายเอง ในราคาเล่มละ ๖ บาท และได้นำออกฝากขายที่พิพิธภัณฑสถานสมเด็จพระนารายณ์ ศาลพระกาฬ ร้านหนังสือในลพบุรีและกรุงเทพมหานคร มีคนสนใจกันมากพอสมควร ต่อมาผมเห็นว่ายังมีเรื่องที่น่าออกสำรวจและศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมอีกมาก จึงขอเงินทุนจากมูลนิธิอาเซียเพื่อออกสำรวจและศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมและจัดพิมพ์หนังสือ “ลพบุรีที่น่ารู้” ใหม่ ในปีพ.ศ.๒๕๑๒ ได้พิมพ์เองขายเอง โดยจำหน่ายในราคาเล่มละ ๑๒ บาท
 
จากการที่ผมได้ออกสำรวจศึกษาค้นคว้าและสอบถามผู้รู้เพิ่มเติมนั้น ทำให้ผมได้ข้อมูลอีกมากมาย โดยเฉพาะเรื่อง “วัดร้างในตัวเมืองลพบุรีที่ไม่มีคนรู้จัก” ผมจึงได้เพิ่มเรื่องนี้ไว้ใน “ลพบุรีที่น่ารู้” ด้วย และได้เขียนบทความเรื่อง “วัดร้างใต้ดินที่ไม่มีคนรู้จัก” ส่งไปลงพิมพ์ใน “ชาวกรุง” ฉบับเดือนมกราคม ๒๕๑๔
 
ต่อมา พ.ศ.๒๕๑๕ สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์ได้จัดพิมพ์ “ลพบุรีที่น่ารู้” ใหม่ และได้พิมพ์เรื่อง “วัดร้างใต้ดินที่ไม่มีคนรู้จัก” ในหนังสือ “มรดกศิลปกรรมสยาม” เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ด้วย
 
จะเห็นว่าเรื่อง “วัดร้างใต้ดินที่ไม่มีคนรู้จัก” นี้ได้จัดพิมพ์แล้วหลายครั้ง เนื้อหาในเรื่องนี้ผมมีข้อเสนอให้กรมศิลปากรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ศึกษาค้นคว้าขุดค้นและอนุรักษ์วัดร้างใต้ดินเหล่านี้ไว้ แต่ก็ไม่มีหน่วยงานใดสนใจและการดำเนินการใดๆ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๒ วิทยาลัยครูเทพสตรีจัดสัมมนาเรื่อง “ประวัติศาสตร์เมืองลพบุรี” ก็ไม่สนใจเรื่องนี้ จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๐ ผมได้เสนอให้คุณอำนวย จั่นเงินในฐานะที่เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม และเป็น ประธานชมรมคนรักลพบุรีช่วยผลักดันในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดลพบุรีเป็นบ้านเกิดของคุณอำนวย จั่นเงินด้วย น่าจะช่วยผลักดันให้กรมศิลปากร วัฒนธรรมจังหวัดลพบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรีและชมรมคนรักลพบุรีร่วมกันศึกษาค้นคว้าอย่างยิ่ง ก็ไม่ได้รับความสนใจอีก ล่าสุดผมเสนอเรื่องนี้ต่อสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ให้นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมสัมมนาเรื่อง “วัฒนธรรมชาติ วัฒนธรรมชุมชน ประสบการณ์จากลพบุรี” เมื่อวันที่ ๒๘-๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๑ ทราบว่าได้รับความสนใจแต่นำเข้าที่ประชุมสัมมนาไม่ทัน
 
เมื่อผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรีให้ผมช่วยเขียนเรื่องมาลงพิมพ์ในหนังสือที่ระลึกสำนักศิลปะและวัฒนธรรมครบรอบ ๓๐ ปี ผมจึงขอทบทวนและขุดเรื่อง “วัดร้างใต้ดินที่ไม่มีคนรู้จัก” นี้ขึ้นมาเขียนขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะลืมกันและเงียบหายไปกับสายลม
 
เรื่อง “วัดร้างใต้ดินที่ไม่มีคนรู้จัก” นี้ ผมศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อนำมาเขียนตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๙-๒๕๑๒ รวมแล้วถึง ๔ ปี
 
เริ่มจากผมมีโอกาสสอบถามพระครูปลัดสุทัศน์ วัดเสาธงทอง เกี่ยวกับวัดร้างที่ไม่มีคนรู้จักในตัวเมืองลพบุรีซึ่งมีอยู่หลายวัดด้วยกัน วัดแรกคือ “วัดไก่เตี้ย” ท่านเชื่อว่าน่าจะอยู่ในบริเวณโรงเรียนอนุบาล ลพบุรี และยังมีผู้เล่ากันต่อๆมาอีกว่า เมื่อครั้งที่มีการก่อสร้างอาคารเรียนของโรงเรียนอนุบาล ลพบุรี ได้ขุดพบซากโบราณสถานก่อด้วยอิฐและพบเศษเครื่องปั้นดินเผาเป็นจำนวนมาก
 
พระครูปลัดสุทัศน์ วัดเสาธงทอง ยังได้เล่าให้ฟังถึงวัดร้างที่ไม่มีคนรู้จักอีกวัดหนึ่งคือ “วัดไก่จ้น” ว่าน่าตั้งอยู่ตรงถนนนารายณ์มหาราชและบริเวณที่ทำการไปรษณีย์ ลพบุรี ซึ่งสร้างทับบริเวณวัดนี้หมดแล้ว และท่านยังเล่าให้ฟังอีกวัดหนึ่งคือ “วัดพระยาออก” ซึ่งน่าจะอยู่ในเขตสนามโรงเรียนพิบูลวิทยาลัยติดกับถนนนารายณ์มหาราช เลยศาลพระกาฬไปทางทิศตะวันออกไม่มากนัก แต่คุณอ่อนสา แพงแสงสันนิษฐานว่า วัดพระยาออกน่าจะอยู่ตรงสนามด้านเหนือของโรงเรียนพิบูลวิทยาลัย เพราะเคยเห็นเนินดินอยู่บริเวณนั้น อย่างไรก็ตามบริเวณทั้งหมดนี้น่าจะเป็นวัดพระยาออกทั้งหมดก็ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็แสดงว่าการสร้างถนนนารายณ์มหาราชเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๐ เป็นการสร้างผ่านวัดร้างถึง ๓ วัดคือ วัดพระยาออก วัดไก่เตี้ย และ วัดไก่จ้น
 
สำหรับบริเวณถนนพระนารายณ์มหาราชนี้เคยมีเจดีย์แต่ถูกรื้อทำลายเพื่อสร้างถนนนารายณ์มหาราช ซึ่งนายตรี อมาตยกุลได้เขียนไว้ในหนังสือ “จังหวัดลพบุรี” (พิมพ์เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๙) ตอนหนึ่งกล่าวว่า
 
“…แต่มีสิ่งหนึ่งที่ได้พบที่เมืองลพบุรีเมื่อคราวสร้างเมืองใหม่ ใน พ.ศ.๒๔๘๐ สิ่งนั้นคือเจดีย์สมัยทวารวดี แต่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่เจดีย์องค์เดียวกันซึ่งได้พบใหม่นี้ ถูกรื้อทำลายเสียในคราวที่ได้พบนั้นเอง เพราะเจดีย์องค์นี้อยู่ในเส้นทางของถนนที่จะต้องตัดผ่านไป…”
 
และอีกตอนหนึ่งกล่าวว่า
 
  “เมืองเดิมที่พวกมอญสร้างขึ้นนั้น เข้าใจว่าคงจะอยู่ทางตะวันออกของทางรถไฟ เพราะเมื่อคราวสร้างเมืองใหม่ใน พ.ศ.๒๔๘๐ ได้ขุดพบสถูปก่อด้วยอิฐไม่มีปูนสอองค์ใหญ่องค์หนึ่งในบริเวณวัดเก่าของเมืองลพบุรีเรียกกันว่า วัดละโว้ …”
 
จากข้อความนี้เองผมเพิ่งได้พบภาพถ่ายทั้งหมด ๖ ภาพในวารสารเมืองโบราณ ฉบับเดือนมกราคม-มีนาคม๒๕๑๘ ที่นายมานิต วัลลิโภดมนำมาประกอบบทความเรื่อง “สุวรรณภูมิอยู่ที่ไหน” ซึ่งก็ตรงกับที่นายตรี อมาตยกุลกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า
 
   “…เครื่องประดับเจดีย์องค์นี้ทำด้วยปูนปั้นแบบเดียวกันกับที่พบที่เมืองนครปฐม เช่น เศียรพระพุทธรูป เศียรยักษ์ หน้าสิงห์ ลายกระหนก ดอกจันทร์ และประจำยาม เหล่านี้มีอยู่มากมาย…น่าเสียดายที่ถูกขุดและฉุดลากออกมาจากที่ดั้งเดิม จนตัวสิงโตได้แตกหักออกเป็นท่อนๆ คงเหลือที่ดีอยู่เพียงท่อนหัวท่อนเดียวเท่านั้น”
 
“ของโบราณเหล่านี้ เดิมเจ้าหน้าที่กรมยุทธโยธาทหารบก ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ก่อสร้างเมืองใหม่ได้นำไปเก็บรักษาไว้ในค่ายนารายณ์มหาราช ต่อมากรมศิลปากรได้ขอรับมาไว้ในลพบุรีพิพิธภัณฑสถาน ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๐ แล้ว…”
 
จากข้อความทั้งหมดนี้ทำให้คิดไปว่า เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๐ เขาทำกันขนาดนี้เชียวหรือ ถ้าท่านผู้อ่านเข้าไปชมพิพิธภัณฑสถานสมเด็จพระนารายณ์ (เดิมคือ “ลพบุรีพิพิธภัณฑสถาน” ที่นายตรี อมาตยกุลกล่าวไว้) ก็ลองดูด้วยว่ายังมีโบราณวัตถุเหล่านี้อยู่ครบถ้วนไหม
 
เนินสถูปที่ถูกทำลายเพราะสร้างถนน
 
ผมมีโอกาสสอบถามคุณอ่อนสา แพงแสง เจ้าหน้าที่กรมการศาสนาในสมัยนั้นหลายครั้ง ครั้งหนึ่งท่านได้กรุณาเปิดหนังสือทำเนียบวัดในประเทศไทย ซึ่งกรมการศาสนารวบรวมไว้เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๖ ให้ผมดู พร้อมทั้งสันนิษฐานวัดร้างที่เหลือแต่ชื่อให้ฟังอีก ๒ วัด คือ “วัดใหม่ปรางค์สามยอด” กับ “วัดราชอุทัย” สำหรับวัดใหม่ปรางค์สามยอด น่าจะอยู่ใกล้ๆกับพระปรางค์สามยอด อาจจะอยู่ตรงสถานอนามัย (ปัจจุบันอาจเปลี่ยนเป็นชื่ออื่น) ของเทศบาลเมืองลพบุรีก็ได้ เพราะตรงนั้นและบริเวณใกล้เคียงเป็นเนินดินสูงกว่าที่อื่นๆ และก็ตรงกับที่ ดร.จอง บวสเชอรีเย่ ได้เขียนกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า
 
“   ข้าพเจ้าได้สังเกตเห็นแผ่นอิฐซึ่งเป็นลักษณะการก่อสร้างแบบทวารวดีในการขุดเพื่อสร้างรากฐานของสถานพยาบาลแห่งใหม่ภายในเมือง….”
 
ซึ่งก็คงเป็นบริเวณเดียวกับ วัดใหม่ปรางค์สามยอด ส่วน วัดราชอุทัย คุณอ่อนสาบอกว่าน่าจะอยู่ริมถนนกาญจนาคมทางซ้ายมือ (ถนนสายนี้เริ่มต้นจากวัดพระศรีมหาธาตุไปประตูชัย) เคยเห็นเนินดินแต่ปัจจุบันเป็นชุมชนจนไม่ทราบว่าเคยเป็นวัดมาก่อน
 
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ผมเช่าบ้านอยู่ในชุมชนทางทิศตะวันออกของสถานีรถไฟลพบุรี ได้เห็นเนินดินและเศษกระเบื้องดินเผาในบริเวณบ้านใกล้ๆกัน จึงสอบถามป้าเล็ก สุรโชติ คนเก่าแก่ของชุมชนนั้น จึงทราบว่าบริเวณนั้นเป็น วัดสองคนหรือวัดสองพี่น้อง เคยเห็นซากผนังวิหารด้วย และผมเคยเห็นเจ้าของบ้านขุดหลุมฝังเสารั้วบ้านก็พบซากอิฐเป็นชั้นๆ เมื่อผมไปถามคุณอ่อนสา แพงแสง เจ้าหน้าที่กรมการศาสนาสมัยนั้นก็บอกว่าบริเวณนั้นเป็น วัดสองคนหรือวัดสองพี่น้อง จริง
 
และในบริเวณบ้านป้าเล็ก สุรโชติ ผมเห็นคนงานขุดดินเพื่อทำบ่อเลี้ยงปลาได้พบท่อประปาขนาดใหญ่ ผมจึงแจ้งให้เพื่อนชื่อเจตนพันธุ์ ธนสุนทร ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑสถานสมเด็จพระนารายณ์ จากนั้นคุณเจตนพันธุ์ได้แจ้งต่อให้หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานสมเด็จพระนารายณ์ได้ทราบ และหัวหน้าพิพิธภัณฑสถานสมเด็จพระนารายณ์ได้ให้คนงานมาขุดนำท่อประปาไปตั้งแสดงไว้ที่ลานหน้าพิพิธภัณฑสถานสมเด็จพระนารายณ์ ลักษณะท่อประปาดังกล่าวมีความยาวแต่ละท่อ ๔๘ เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง ๒๖ เซนติเมตร หนา ๔ เซนติเมตร ซึ่งยังมีอยู่จำนวนมาก เนื่องจากผมลงไปมองดูก็เห็นเป็นแนวยาวไปไกลมาก ถ้าหากจะขุดแต่งเป็น พิพิธภัณฑ์เปิด จะน่าสนใจมาก เช่นเดียวกับพิพิธภัณฑ์เปิดบ้านโป่งมะนาว หรือที่บ้านเชียง หรือเตาเผาที่สิงห์บุรี เป็นต้น
 
คุณอ่อนสา แพงแสง เจ้าหน้าที่กรมการศาสนาได้เล่าให้ผมฟังอีกว่าใกล้ๆกับวัดสองคนไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็น “วัดมเหศวร” เคยเห็นเนินดินแต่ถูกตัดเป็นถนนโกษาปานและชาวบ้านเช่าที่ดินของกรมการศาสนาเพื่อสร้างบ้านเป็นที่อยู่อาศัย ทั้งยังเคยพบซากศิลาแลงในบริเวณนั้นเป็นจำนวนมากด้วย
 
และเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑ ผมทราบข่าวทางหนังสือพิมพ์ว่าทางโรงเรียนเทคนิค ลพบุรี (ปัจจุบันคือวิทยาลัยเทคนิค ลพบุรี) ให้คนงานขุดดินเพื่อสร้างตึกอำนวยการและอาคารเรียน ได้พบพระเครื่องเป็นจำนวนมากจนถึงขั้นยื้อแย่งกัน จนเป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ คุณเจตนพันธุ์ ธนสุนทรได้ชวนผมไปดู ก็ได้พบว่ามีซากโบราณสถานก่อด้วยอิฐถือปูนเป็นจำนวนมาก และยังพบพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ ปางประทานอภัยสมัยลพบุรีสูงประมาณ ๑ ศอก ด้วย ผมจึงขอถ่ายรูปไว้
 
บริเวณนี้มีผู้เล่าให้ผมฟังว่าน่าจะเป็น “วัดละโว้” ซึ่งชื่อวัดเป็นชื่อเดียวกับความเชื่อที่รับรู้ทั่วกันว่า “ละโว้” เรืองอำนาจขนาดใหญ่เรียก “รัฐละโว้” และมีศูนย์กลางอยู่ลพบุรี นายตรี อมาตยกุลก็ได้กล่าวถึง “วัดละโว้” ไว้ในตอนต้นเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นบริเวณใกล้เคียงกันนี้ ก็เชื่อกันว่ามีวัดอยู่หลายวัดดังกล่าวแล้ว อีกทั้งบริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรีก็เคยขุดพบพระพุทธรูปและโบราณวัตถุจำนวนมากเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป
 
คือในบริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรีเคยพบพระพุทธรูปและโบราณวัตถุจำนวนมากเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ขณะที่ขุดดินเพื่อสร้างอาคารเรียน (ทางมหาวิทยาลัยได้มอบโบราณวัตถุพระพุทธรูปทั้งหมดให้พิพิธภัณฑสถานสมเด็จพระนารายณ์) และน่าจะยังมีซากโบราณวัตถุสถานและโบราณวัตถุในบริเวณนี้อีกมาก รวมทั้งบริเวณใกล้เคียงด้วย
 
พระพุทธรูปที่พบที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ขณะที่ขุดดินเพื่อสร้างอาคาร
 
         ผมคิดว่า กรมศิลปากร คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรควรทำการศึกษาค้นคว้าและขุดค้นโบราณสถานและวัดร้างใต้ดินเหล่านี้อย่างยิ่ง ในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็เคยมีการขุดค้นโบราณสถานหลายต่อหลายแห่งในจังหวัดลพบุรี เช่น กรมศิลปากรขุดค้นบริเวณบ้านวิชาเยนทร์เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๐ และขุดค้นเมืองโบราณซับจำปาเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๙ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรขุดค้นที่ บ้านพรหมทิน (ใต้) ล่าสุดขุดค้นบริเวณบ้านวิชาเยนทร์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ๒๕๔๙ และที่บริเวณศาลลูกศรก็มีการขุดค้นเมื่อไม่นานมานี้เช่นกัน แต่ก็ยังไม่มีหน่วยงานใดสนใจโบราณสถานและวัดร้างใต้ดินที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ ผมจึงเขียนเรื่องนี้มาให้อ่านกันอีกครั้งหนึ่ง คงจะมีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งทบทวนดู และคงจะสนใจศึกษาค้นคว้าและขุดค้นต่อไป เช่น กรมศิลปากร คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี วัฒนธรรมจังหวัดลพบุรี ชมรมคนรักลพบุรี ชมรมอนุรักษ์โบราณวัตถุสถานและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลพบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดลพบุรี องค์การบริหารส่วนตำบลทะเลชุบศร และ เทศบาลเมืองลพบุรี เป็นต้น ผมคิดว่าถ้าได้มีการขุดค้นจะได้หลักฐานที่น่าสนใจและจะเป็นหลักฐานทางศิลปะโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอย่างแน่นอน ตัวอย่างเช่น เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๐ กรมศิลปากรได้ขุดค้นพื้นที่บริเวณบ้านวิชาเยนทร์ ในชั้นวัฒนธรรมระดับล่างได้พบซากอาคารสมัยทวารวดี เป็นต้น
 
ก่อนจะจบเรื่องนี้ผมขอแถมเรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง คือผมได้พบภาพถ่ายเจดีย์วัดไก่ซึ่งถ่ายเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๗ เป็นภาพขณะที่นักศึกษา ป.ม.ศ.โรงเรียนเพาะช่างไปศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะจากสถูปมอญสมัยทวารวดี (เป็นภาพจากสูจิบัตรการแสดงศิลปกรรมของโรงเรียนเพาะช่างปี พ.ศ.๒๔๙๗) เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับภาพเจดีย์วัดไก่ซึ่งผมพบในเว็บไซต์ http://www.thaitumbon.com เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๔ แล้วแตกต่างกันมาก และมีข้อความประกอบภาพว่า “เจดีย์วัดไก่ เจดีย์เก่า ซึ่งในปัจจุบันได้ชำรุดทรุดโทรมลงอย่างมาก” ไม่ทราบว่าปัจจุบัน (ปี พ.ศ.๒๕๕๒) มีสภาพเป็นเช่นไร
 
ผมเองเมื่อมีโอกาสเดินทางมาลพบุรีก็ไม่มีเวลาแวะไปดู เนื่องจากภาพนี้นำขึ้นเว็บไซต์เมื่อหลายปีมาแล้ว จึงขอฝากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดูแลด้วย เมื่อครั้งที่ผมเดินทางออกสำรวจค้นคว้าโบราณวัตถุสถานในจังหวัดลพบุรีเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๙-๒๕๑๒ ส่วนมากผมใช้รถจักรยาน สามารถถีบจักรยานไปสำรวจโบราณสถานและวัดในตัวเมืองเป็นส่วนใหญ่เพราะอยู่ใกล้ๆ ส่วนวัดไก่เป็นวัดอยู่นอกเมืองจึงถีบจักยานไปไม่ถึง เสียดายที่ไม่ได้ไปถ่ายภาพไว้
 
ที่ผมนำภาพทั้งสองภาพนี้มาเปรียบเทียบให้ดู เพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่า ไม่มีหน่วยงานใดเห็นความสำคัญของเจดีย์วัดไก่ เพราะปล่อยให้ค้นร้ายขุดค้นจนพังลงมาเป็นสภาพดังที่เห็นในภาพทางขวามือ แต่ก็ยังดีที่ยังมีเหลืออยู่บ้าง ไม่มีการรื้อทำลายเพื่อสร้างถนนตัดผ่านหรือเพื่อสร้างอาคารบ้านเรือนเหมือนกับ วัดละโว้ วัดไก่เตี้ย วัดไก่จ้น วัดพระยาออก วัดใหม่ปรางค์สามยอด วัดราชอุทัย วัดมเหศวร และวัดสองคน ที่เหลือแต่ชื่อและไม่มีคนรู้จักวัดเหล่านี้แล้ว
 
ผมขอฝากเรื่อง “วัดร้างใต้ดินที่ไม่มีคนรู้จัก” ที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นจนถึงบรรทัดนี้โดย “ขอฝากไว้ในแผ่นดิน” ด้วยครับ
 
หวน พินธุพันธ์
 
๒๙/๒๑๒ เมืองทองธานี ซอย ๘ถนนแจ้งวัฒนะ หมู่ที่ ๙ ต.บางพูด
 
อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ๑๑๑๒๐ โทร. ๐-๒๕๐๓-๒๖๖๘-๙,๐๘-๖๕๓๙-๙๗๔๕
ที่มา:
  • E-mail Address : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. , This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
  • Website : http://facstaff.swu.ac.th/huan/